Montag, 27. August 2012

เวิ้นเว่อ (=__=)

ช่วงนี้เป็นเวลาที่ตกต่ำของการเรียนภาษาเยอรมันที่สุด   หมดแรงบันดาลใจ  ไม่อยากฟัง เขียนหรืออะไรทั้งสิ้น  อาจเป็นเพราะกลับมาจากเรียนก็มาอยู่กับตัวเอง  แล้วก็ได้แค่ฟังจากทีวีบ้าง  บางทีก็เหมือนคนบ้าที่นั่งพรึมพรำกับตัวเอง  แต่ถ้าไม่พูดกับตัวเอง ก็ไม่รู้จะพูดกับใครแล้วเนอะ   อยู่ในคลาสยังพูดบ้าง  แต่นอกห้องก็ต้องฝึกออกเสียงเอง   แอบหวังลึกๆว่ากลับไปมันจะดีขึ้น  เพราะอย่างน้อยที่ห้องแลบก็มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนเยอรมันเยอะหน่อย   สิ่งแวดล้อมคงช่วยให้ดีขึ้นบ้าง   อย่าเพิ่งท้อใจ

ขอบ่นอีกเรื่องหนึ่งหน่อย  สัปดาห์ที่แล้วเราขี้เกียจมาก  เหมือนไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควรนะ  ใกล้จะกลับไปทำงานในแลบแล้ว  ควรปรับปรุงตัวด่วน เวลาผ่านไปไวมาก  เวิ่นเว้อเกินอาจจะจบช้ามาก   (ขู่ตัวเองเอาไว้ก่อน) 

สัปดาห์ที่แล้วเราไปร่วมงานประชุมทุนที่เมืองบอนน์เป็นเวลาสองวัน ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ  นอกจากจะได้พบเจอนักเรียนทุนที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน จากฟิลิปปินส์ เวียตนาม มาเลเซีย พม่า และไทย  ก็ยังได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารที่ดีระหว่างคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งมันก็มีประเด็นที่ต้องปรับและทำความเข้าใจนิดหน่อยเพื่อให้สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะวัฒนธรรมและพฤติกรรมของทางตะวันตกและตะวันออกมันแตกต่างกันอย่างมีนัยยะ มีผลทำให้การแสดงออกต่างๆ มาจากมุมมองและรากฐานที่แตกต่างกัน  ซึ่งเราก็ได้แง่คิดที่มีประโยชน์กลับมาหลายอย่างเลย 

วันนี้ได้นำเสนอเรื่องนักเขียนชาวเยอรมัน  Hermann Hesse ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  เราได้อ่านและทำความเข้าใจประวัติชีวิตและบทคัดย่อของหนังสือหลายๆเล่ม   บอกได้คำเดียวว่าประวัติชีวิตของเค้าทำให้เราปวดหัว เราว่านักเขียนท่านนีัมีความปัจเจกชนค่อนข้างสูงนะ (ติสต์มากจริงๆ)  และดูเหมือนแกจะนิยมชมชอบกับความเงียบมากกว่าที่จะออกไปอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย  หนังสือของเขาส่วนใหญ่ก็จะเน้นเรื่องการต่อสู้ของปัจเจกบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพหรือแม้แต่การอยู่รอดของปัจเจกชนในสังคมที่มีสภาพที่ขัดแย้งต่อจิตใจ  ซึ่งเราเองก็ชอบเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน  และคิดว่าจะไปหามาอ่านเมื่อมีโอกาส  ที่น่าสนใจก็ Der Steppenwolf และ Siddhartha ซึ่งที่แรกเราคิดว่าจะดัดแปลงจากพระพุทธเจ้า  แต่กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง   

บางทีเราก็เคยคาดหวังถึงยูโทเปียนะ  โลกที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ  บางทีก็เคยรู้สึกเบื่อโลก  แบบถึงขนาดว่าไม่อยากอยู่แล้ว ไม่มีแรงจูงใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะจบชีวิตอะไรขนาดนั้นนะ นึกถึงพ่อแม่และผู้มีพระคุณเสมอ เรื่องอะไรเราจะมาตายง่ายๆ ก็จริงอยู่ที่บางชีวิตมันน่าเบื่อ เหมือนล่องเรืออยู่กลางทะเลที่กว้างใหญ่  แต่เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อดี แต่มันก็ต้องอยู่ต่อไปอยู่นั่นแหล่ะ  เราว่าเปลี่ยนโลกมันยากเกินไป และคนที่มัวแต่มาคาดหวังถึงความสมบูรณ์แบบคงจะมีแต่ความทุกข์  เพราะต้องแบกรับความผิดหวังและไม่สมหวังอยู่ร่ำไป สู้เปลี่ยนทัศนคติของเราและยอมรับความจริงว่า  เออนี่แหล่ะคือโลก  มีทั้งดีมีทั้งเลวปะปนกันไป อยู่เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้และปล่อยวางความรู้สึกยึดถือต่างๆลง  โลกมีไว้เพียงเพื่อดู   ไม่ได้มีไว้แบกนะจ๊ะ

เวิ่นเว้อพอแล้ว  กลับไปทำหน้าที่ในโลกมนุษย์ต่อดีกว่า ^__^



Keine Kommentare:

Kommentar veröffentlichen