ช่วงนี้เป็นเวลาที่ตกต่ำของการเรียนภาษาเยอรมันที่สุด หมดแรงบันดาลใจ ไม่อยากฟัง เขียนหรืออะไรทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะกลับมาจากเรียนก็มาอยู่กับตัวเอง แล้วก็ได้แค่ฟังจากทีวีบ้าง บางทีก็เหมือนคนบ้าที่นั่งพรึมพรำกับตัวเอง แต่ถ้าไม่พูดกับตัวเอง ก็ไม่รู้จะพูดกับใครแล้วเนอะ อยู่ในคลาสยังพูดบ้าง แต่นอกห้องก็ต้องฝึกออกเสียงเอง แอบหวังลึกๆว่ากลับไปมันจะดีขึ้น เพราะอย่างน้อยที่ห้องแลบก็มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนเยอรมันเยอะหน่อย สิ่งแวดล้อมคงช่วยให้ดีขึ้นบ้าง อย่าเพิ่งท้อใจ
ขอบ่นอีกเรื่องหนึ่งหน่อย สัปดาห์ที่แล้วเราขี้เกียจมาก เหมือนไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควรนะ ใกล้จะกลับไปทำงานในแลบแล้ว ควรปรับปรุงตัวด่วน เวลาผ่านไปไวมาก เวิ่นเว้อเกินอาจจะจบช้ามาก (ขู่ตัวเองเอาไว้ก่อน)
สัปดาห์ที่แล้วเราไปร่วมงานประชุมทุนที่เมืองบอนน์เป็นเวลาสองวัน ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ นอกจากจะได้พบเจอนักเรียนทุนที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน จากฟิลิปปินส์ เวียตนาม มาเลเซีย พม่า และไทย ก็ยังได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารที่ดีระหว่างคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งมันก็มีประเด็นที่ต้องปรับและทำความเข้าใจนิดหน่อยเพื่อให้สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะวัฒนธรรมและพฤติกรรมของทางตะวันตกและตะวันออกมันแตกต่างกันอย่างมีนัยยะ มีผลทำให้การแสดงออกต่างๆ มาจากมุมมองและรากฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งเราก็ได้แง่คิดที่มีประโยชน์กลับมาหลายอย่างเลย
วันนี้ได้นำเสนอเรื่องนักเขียนชาวเยอรมัน Hermann Hesse ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้อ่านและทำความเข้าใจประวัติชีวิตและบทคัดย่อของหนังสือหลายๆเล่ม บอกได้คำเดียวว่าประวัติชีวิตของเค้าทำให้เราปวดหัว เราว่านักเขียนท่านนีัมีความปัจเจกชนค่อนข้างสูงนะ (ติสต์มากจริงๆ) และดูเหมือนแกจะนิยมชมชอบกับความเงียบมากกว่าที่จะออกไปอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย หนังสือของเขาส่วนใหญ่ก็จะเน้นเรื่องการต่อสู้ของปัจเจกบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพหรือแม้แต่การอยู่รอดของปัจเจกชนในสังคมที่มีสภาพที่ขัดแย้งต่อจิตใจ ซึ่งเราเองก็ชอบเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน และคิดว่าจะไปหามาอ่านเมื่อมีโอกาส ที่น่าสนใจก็ Der Steppenwolf และ Siddhartha ซึ่งที่แรกเราคิดว่าจะดัดแปลงจากพระพุทธเจ้า แต่กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
บางทีเราก็เคยคาดหวังถึงยูโทเปียนะ โลกที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ บางทีก็เคยรู้สึกเบื่อโลก แบบถึงขนาดว่าไม่อยากอยู่แล้ว ไม่มีแรงจูงใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะจบชีวิตอะไรขนาดนั้นนะ นึกถึงพ่อแม่และผู้มีพระคุณเสมอ เรื่องอะไรเราจะมาตายง่ายๆ ก็จริงอยู่ที่บางชีวิตมันน่าเบื่อ เหมือนล่องเรืออยู่กลางทะเลที่กว้างใหญ่ แต่เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อดี แต่มันก็ต้องอยู่ต่อไปอยู่นั่นแหล่ะ เราว่าเปลี่ยนโลกมันยากเกินไป และคนที่มัวแต่มาคาดหวังถึงความสมบูรณ์แบบคงจะมีแต่ความทุกข์ เพราะต้องแบกรับความผิดหวังและไม่สมหวังอยู่ร่ำไป สู้เปลี่ยนทัศนคติของเราและยอมรับความจริงว่า เออนี่แหล่ะคือโลก มีทั้งดีมีทั้งเลวปะปนกันไป อยู่เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้และปล่อยวางความรู้สึกยึดถือต่างๆลง โลกมีไว้เพียงเพื่อดู ไม่ได้มีไว้แบกนะจ๊ะ
เวิ่นเว้อพอแล้ว กลับไปทำหน้าที่ในโลกมนุษย์ต่อดีกว่า ^__^
Keine Kommentare:
Kommentar veröffentlichen