Samstag, 6. April 2013

ทริปต้อนรับปีใหม่ 2556 ในบาเยิร์น (อัพแบบเลทๆ)

ทริปที่ไปเที่ยวทางบาเยิร์น ตอนใต้ของเยอรมัน ถือเป็นอีกหนึ่งทริปที่เราประทับใจมาก  เพราะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยภูเขาและทะเลสาบมากมาย  นอกจากนี้โบสถ์และปราสาทต่างๆยังสวยงามมาก  มีสไตล์ที่โดดเด่น   ทริปนี้ไปกัน 6 คน  เป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาศนั่งรถไฟยาวๆจากเมืองที่เราอยู่มายังมิวนิค  10  ชั่วโมงได้  เปลี่ยนรถไฟประมาณ 6 ครั้ง  นั่งกันจนตูดบานกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว

รายละเอียดของแต่ละวัน ขอโพสต์เป็นภาพโปสการ์ดและคำบรรยายนะจ๊ะ (ยกเว้นวันสุดท้าย  ไม่ได้ซื้อโปสการ์ด นอกนั้นสอยมาหมดเลย อิอิ)

วันแรกตะลุยปราสาท Chiemsee


วันที่สอง ยิ่งสูง ยิ่งหนาว กับวิวที่สุดยอดที่สุดในชีวิต


 แถมด้วยภาพจากกล้องตัวเอง  ชอบมากเลยอ่ะภาพนี้ มิเสียแรงที่ซื้อกล้องใหม่ ราวกับจะเอื้อมไปสัมผัสท้องฟ้าได้


วันที่สาม  ล่องลอยอยู่กลางทะเลสาบที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขา Königssee




วันที่สี่  ลุยกันหลายที่ที่  เริ่มที่ Kloster Ettal โบสถ์สไตล์บาร็อกที่งดงาม



 จากนั้นจึงไปต่อกันที่ปราสาท Linderhof ของพระเจ้า Ludwig II เจ้าเก่า




ตบท้าย  ด้วยการเดินชิลล์ชมเมืองเล็กๆ แต่น่ารักที่ Oberammergau



แอบแถมภาพงานฝีมือของที่นี่ น่ารักมาก



 วันที่ห้าของทริป  แบกสังขาร เดินขึ้นดอยเบาๆ ไปชมปราสาทยอดนิยม Neuschwanstein


วันที่หกของทริป  เที่ยวตะลอนในมิวนิค เริ่มที่ München Residenz  เป็นการเดินพิพิธภัณฑ์ที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต  แต่สนุกมาก  มีของเจ๋งๆให้ดูเพียบจ้า  การตกแต่งภายก็อลังการมาก



ต่อด้วย City Hall ของ มิวนิค   


 มาถึงถิ่นเบียร์ขึ้นชื่อ ไม่ลองไม่ได้นะจ๊ะ  ว่าแล้วก็ซัดทั้งเบียร์และขาหมู  อร่อยมาก



ทริปนี้หมดไปประมาณไม่เกิน 600 euro สุดยอดมาก  เพราะได้เที่ยวกันเยอะและจัดเต็มจริงๆ  อาจจะเป็นเพราะโรงแรมที่พักมีครัวให้  พวกเราก็เลยทำอาหารกินกัน  จึงประหยัดไปได้เยอะพอสมควร  และการเที่ยวด้วยกันเป็นกลุ่มจะประหยัดมาก เนื่องจากตั๋ววันรัฐของบาเยิร์นใช้ได้สูงสุด 5 คน

แล้วจะมารีวิวทริปต่างๆใหม่นะ (ถ้าไม่ขี้เกียจ)



Montag, 27. August 2012

เวิ้นเว่อ (=__=)

ช่วงนี้เป็นเวลาที่ตกต่ำของการเรียนภาษาเยอรมันที่สุด   หมดแรงบันดาลใจ  ไม่อยากฟัง เขียนหรืออะไรทั้งสิ้น  อาจเป็นเพราะกลับมาจากเรียนก็มาอยู่กับตัวเอง  แล้วก็ได้แค่ฟังจากทีวีบ้าง  บางทีก็เหมือนคนบ้าที่นั่งพรึมพรำกับตัวเอง  แต่ถ้าไม่พูดกับตัวเอง ก็ไม่รู้จะพูดกับใครแล้วเนอะ   อยู่ในคลาสยังพูดบ้าง  แต่นอกห้องก็ต้องฝึกออกเสียงเอง   แอบหวังลึกๆว่ากลับไปมันจะดีขึ้น  เพราะอย่างน้อยที่ห้องแลบก็มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนเยอรมันเยอะหน่อย   สิ่งแวดล้อมคงช่วยให้ดีขึ้นบ้าง   อย่าเพิ่งท้อใจ

ขอบ่นอีกเรื่องหนึ่งหน่อย  สัปดาห์ที่แล้วเราขี้เกียจมาก  เหมือนไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควรนะ  ใกล้จะกลับไปทำงานในแลบแล้ว  ควรปรับปรุงตัวด่วน เวลาผ่านไปไวมาก  เวิ่นเว้อเกินอาจจะจบช้ามาก   (ขู่ตัวเองเอาไว้ก่อน) 

สัปดาห์ที่แล้วเราไปร่วมงานประชุมทุนที่เมืองบอนน์เป็นเวลาสองวัน ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ  นอกจากจะได้พบเจอนักเรียนทุนที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน จากฟิลิปปินส์ เวียตนาม มาเลเซีย พม่า และไทย  ก็ยังได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารที่ดีระหว่างคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งมันก็มีประเด็นที่ต้องปรับและทำความเข้าใจนิดหน่อยเพื่อให้สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะวัฒนธรรมและพฤติกรรมของทางตะวันตกและตะวันออกมันแตกต่างกันอย่างมีนัยยะ มีผลทำให้การแสดงออกต่างๆ มาจากมุมมองและรากฐานที่แตกต่างกัน  ซึ่งเราก็ได้แง่คิดที่มีประโยชน์กลับมาหลายอย่างเลย 

วันนี้ได้นำเสนอเรื่องนักเขียนชาวเยอรมัน  Hermann Hesse ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  เราได้อ่านและทำความเข้าใจประวัติชีวิตและบทคัดย่อของหนังสือหลายๆเล่ม   บอกได้คำเดียวว่าประวัติชีวิตของเค้าทำให้เราปวดหัว เราว่านักเขียนท่านนีัมีความปัจเจกชนค่อนข้างสูงนะ (ติสต์มากจริงๆ)  และดูเหมือนแกจะนิยมชมชอบกับความเงียบมากกว่าที่จะออกไปอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย  หนังสือของเขาส่วนใหญ่ก็จะเน้นเรื่องการต่อสู้ของปัจเจกบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพหรือแม้แต่การอยู่รอดของปัจเจกชนในสังคมที่มีสภาพที่ขัดแย้งต่อจิตใจ  ซึ่งเราเองก็ชอบเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน  และคิดว่าจะไปหามาอ่านเมื่อมีโอกาส  ที่น่าสนใจก็ Der Steppenwolf และ Siddhartha ซึ่งที่แรกเราคิดว่าจะดัดแปลงจากพระพุทธเจ้า  แต่กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง   

บางทีเราก็เคยคาดหวังถึงยูโทเปียนะ  โลกที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ  บางทีก็เคยรู้สึกเบื่อโลก  แบบถึงขนาดว่าไม่อยากอยู่แล้ว ไม่มีแรงจูงใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะจบชีวิตอะไรขนาดนั้นนะ นึกถึงพ่อแม่และผู้มีพระคุณเสมอ เรื่องอะไรเราจะมาตายง่ายๆ ก็จริงอยู่ที่บางชีวิตมันน่าเบื่อ เหมือนล่องเรืออยู่กลางทะเลที่กว้างใหญ่  แต่เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อดี แต่มันก็ต้องอยู่ต่อไปอยู่นั่นแหล่ะ  เราว่าเปลี่ยนโลกมันยากเกินไป และคนที่มัวแต่มาคาดหวังถึงความสมบูรณ์แบบคงจะมีแต่ความทุกข์  เพราะต้องแบกรับความผิดหวังและไม่สมหวังอยู่ร่ำไป สู้เปลี่ยนทัศนคติของเราและยอมรับความจริงว่า  เออนี่แหล่ะคือโลก  มีทั้งดีมีทั้งเลวปะปนกันไป อยู่เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้และปล่อยวางความรู้สึกยึดถือต่างๆลง  โลกมีไว้เพียงเพื่อดู   ไม่ได้มีไว้แบกนะจ๊ะ

เวิ่นเว้อพอแล้ว  กลับไปทำหน้าที่ในโลกมนุษย์ต่อดีกว่า ^__^



Sonntag, 19. August 2012

Was ist das Multitasking และ See in Bochum

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง Multitasking ซึ่งก็แปลได้ตรงว่าๆ การพยายามหรือทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน รู้สึกแย่เพราะที่ผ่านมาเราพยายามทำอย่างนั้นมาตลอด  ทำให้อะไรหลายอย่างผิดพลาดและไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้  ความคิดของเราก็ไร้ระเบียบ ดูเลื่อนลอย และไม่เป็นแบบแผน เราคิดว่าการให้จิตใจจดจ่ออยู่กับงานอย่างเดียวที่อยู่ตรงหน้าน่าจะดีกว่าการทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน   ผลที่ได้ Multitasking แทนที่จะทำงานได้มากขึ้นกลับกลายเป็นแย่ลงและไร้ประสิทธิภาพ  ไม่สมกับที่ได้เสียเวลาทำ  ทำงานหลายอย่างพร้อมกันมันเป็นเรื่องเสียเวลา   และเหมือนหลอกตัวเองว่าได้ทำอะไรหลายอย่าง แต่จริงๆแล้วไม่สำเร็จสักอย่าง  ก็ว่าจะพยายามปรับตัวนะ   เช่นจะเขียนอะไรก็เขียนไป  ไม่ต้องฟังเพลงไปเขียนไป  จะอ่านหนังสือก็อ่านไป  ไม่ต้องทำอย่างอื่น  มันดูแล้วน่าจะได้ผลที่ดีกว่า  คงต้องลองดูผลที่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร

                        ภาพประกอบจาก http://ulrich-franzke.de/

วันนี้ไปเที่ยวทะเลสาบ Kemnader See ที่อยู่ใน Bochum มา  โดยที่นี่มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ปั่นจักรยาน Inlineskates เล่น Surfboard เรือถีบ หรือแม้แต่รถปั่นโกคาร์ทเด็กน้อยก็มีให้เช่า สนนราคาก็ไม่แพงมาก  เหมาะแก่การมาทำกิจกรรมนอกบ้านกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะฤดูร้อนคึกคักมากเลยทีเดียว  โดยเมื่อวานนี้เราได้เลือกเล่น Rollerblades เป็นชื่อทางการค้าที่เรารู้จัก หรือ Inlineskates ในภาษาเยอรมันหรืออังกฤษ   ครั้งล่าสุดที่เคยลองเจ้านี่คือ ตอนปอสาม แม่เจ้ามันผ่านมาตั้งเกือบ 17 ปีแล้ว  บอกตามตรงเลยว่าตอนแรกไม่มั่นใจเลยว่าจะเล่นได้รอดมั้ย  เพราะตอนปอสามที่เคยลองเล่นก็ไปยืมของพี่ข้างบ้านมานะ  ไม่ได้มีเป็นของตัวเอง  เล่นแค่เพียงสองสามครั้งเท่านั้น  พอถึงเวลาที่ต้องกลับมารื้อฟื้นก็เลยต้องใช้เวลาพอสมควร  เราก็เล่นแบบช้าๆ และปรับความเร็วให้มากขึ้น แล้วก็ลองเบรคดู โดยการลู่ขาเข้าหากัน   มันก็จะช้าลงและเบรคได้ง่าย  ตอนลองเล่นจริงในลู่วิ่ง เราก็ไม่ค่อยกล้าเล่นเร็วมาก  เพราะกลัวว่าจะไปชนชาวบ้านและต้นไม้ข้างทางจนหน้าแหกได้ ฮ่าๆๆ  คนที่เข้าเล่นเป็นเค้าไปได้เร็วมากๆ  จนเราเห็นแล้วยังต้องทึ่ง  ขาไปเราวิ่งไปแบบช้าๆและมีความกังวลสูง  ล้มไปสองครั้งเลยทีเดียว  โชคดีที่เราใส่สน้บมือและศอกไว้   ตอนล้มทั้งสองเอาตูดลองตลอด (หนักตูดหรือเปล่า ฮ่าๆๆ) ซึ่งก็โชคดีต้องที่เราใช้มือลงพื้นในขณะที่ล้มตัว  ไม่ค่อยเจ็บเท่าไร แต่ก็แอบขัดยอกเบาๆ  ขากลับพี่ๆที่ไปด้วยกันคิดว่าร้านที่เราไปเช่า Inlineskates จะปิดตอนหกโมง  เลยต้องเร่งฝีเท้าแบบสุดขาดใจเพราะตอนนั้นมันใกล้จะหกโมงแล้ว  เราก็เลยวิ่งแบบใช้ความเร็วมากขึ้น  แซงคนที่เดินไป แซงคนวิ่งไป    จนงงตัวเองว่า ถ้าเรามีความกล้า มันก็ทำได้นี่หว่า  และรอบขากลับนี้เราก็ไม่ล้มเลย อิอิ แอบดีใจกับตัวเอง  สรุปแล้วสิ่งที่ได้จากการเล่น Inlineskates ครั้งนี้ก็คือทักษะในการทรงตัว  และท่าทางที่เหมาะสมในการวิ่ง  ซึ่งเราคิดว่า ถ้าเป็นคนที่เล่นบ่อย เรื่องเหล่านี้เหมือนเป็นสัญชาตญาณนะ  ไม่ต้องคิด  ทำได้เลย แต่เราต้องเรียนรู้จากพื้นฐานก่อนจึงจะสามารถพัฒนาให้เล่นได้อย่างคล่องแคล่วขึ้นได้    พูดแล้วก็อยากเล่นอีกนะ  ถ้าว่างๆ ก็อยากไปอีก  เพราะไม่แพงมากเท่าไหร่ ชั่วโมงละ 2,40 euro เท่านั้นเจ้า 

แต่ก็อันตรายอยู่ดีนะในความรู้สึกเรา  เพราะเราไม่ได้เล่นอย่างมีแบบแผน  ล้มผิดท่าก็มีสิทธิ์นอนหยอดน้ำข้าวต้มได้เลยทีเดียว  คราวหน้าเราว่าจะลองปั่นจักรยานดูเพราะมันง่ายกว่า  และจะได้สำรวจวิวรอบๆทะเลสาบได้อย่างทั่วถึง

Sonntag, 15. Juli 2012

Ich wollte etwas schreiben

วันนี้เป็นวันอาทิตย์  เป็นวันขี้เกียจแห่งชาติจริงๆ (=__=) ไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเท่าที่ควร  แต่ตอนเที่ยงที่ผ่านมาเราได้ไปส่งเพื่อนชาวฝรั่งเศสที่สถานีรถไฟมา  เธอเดินทางกลับบ้านวันนี้  และเราก็เลยแอบไปซื้อของขวัญให้เธอเล็กน้อยเป็น Waterball  เธอก็บอกเราว่า ความจริงไม่ต้องซื้อให้ก็ได้  แต่ก็นั้นแหล่ะเราอยากซื้อให้แค่นั้นเอง  ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีกครั้ง  ถึงจะเป็นการรู้จักกันสั้นๆ แค่สองสัปดาห์  แต่เราก็ประทับใจที่ได้รู้จักกับเธอ  เราคิดว่าโอกาสที่จะได้พบคนที่ถูกชะตา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศ  มันค่อนข้างยาก  เราคิดว่าเราก็อยากจะทำเท่าที่ทำได้นะแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม น้ำใจเป็นสิ่งไม่จำกัดเชื้อชาติอยู่แล้ว


เมื่อวานไปดูหนังกับเพื่อนมา  เป็นหนังพายหลายภาคของ Hollywood ซึ่งเราก็ชอบนะ  ตลกดีไม่มีสาระเหมือนอย่างเคย ซึ่งแน่นอนว่าเราดูเป็นภาษาเยอรมัน  แปลกใจที่ตัวเองฟังได้รู้เรื่องมากขึ้น มันก็ไม่ได้รู้เรื่อง 100% ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องที่ฟังมันไม่ซับซ้อนก็ได้  ถ้าหากเป็นหนังสอบสวนที่ต้องใช้สมอง  เราเองก็คงฟังไม่รู้เรื่อง  ราคาตั๋วแพงหูดับตับไหม้ 9.50 euro  เพราะเป็นวันสุดสัปดาห์ เอาเหอะตั้งแต่มาเยอรมันเพิ่งดูครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง  แต่ที่เราไม่ชอบใจก็คือ บางทีหนังแบบนี้มันชอบยกตัวอย่างของประเทศอื่นมาแซวให้เค้าเสียหาย  อย่างที่เราดูมา  หนังก็แซวอะไรบางอย่างเกี่ยวกับฝรั่งเศส แซวแบบ Negative  เรารู้สึกว่ามันก็ไม่สมควรเท่าไหร่


อากาศแย่มากๆเลยวันนี้ ฝนตกทั้งวัน  ดูทางไหนก็มืดครึ้มไปหมด  ดูหดหู่และสลดใจ (-__-)
ทวนภาษาเยอรมันหน่อยละกัน 

Donnerstag, 12. Juli 2012

La vie en rose

ชื่อเอนทรีไม่ได้บ่งบอกว่าเรียนภาษาเยอรมันเลยนะ  เหมือนเรียนภาษาฝรั่งเศสมากกว่า แต่ก็เอาเหอะถือเป็นการบันทึกความทรงจำสั้นๆระหว่างเรียนภาษาแล้วกัน


พอพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านเยอรมันหรือฝรั่งเศสแล้วเรานึกถึงอะไรบ้างกันนะ    Eifel Tower  นโปเลียน พิพิธภัณฑ์  ศิลปะ  และขนมอร่อยๆ  นอกนั้นเราก็แทบจะไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย   แม้แต่เพื่อนในห้องแลบเราที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแล้วก็โตที่ฝรั่งเศสยังพูดเองเลยว่าที่ปารีสผู้คนก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก


เราเองก็เลยพลอยคิดไปเองว่าเราก็เลยไม่ค่อยอยากไปฝรั่งเศสเท่าไหร่  ถึงแม้มันจะอยู่ติดเยอรมันก็ตาม  ปารีสเป็นเมืองที่แพง  ถ้าต้องการไปต้องเก็บตังค์มากอยู่ 

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักเรียนสาวคนนึงมาเรียนในคลาสเรา  เธอเพิ่งจบ Abitur หรือมัธยมปลายและรอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า  เธอมาเรียนภาษาเพียงสองสัปดาห์และมาอยู่โคโลญจ์เพื่อซ้อมเทนนิสเท่านั้น  เธอนั่งโต๊ะเดียวกับเราและใจดีมาก  ผิดจากคนฝรั่งเศสที่เราจินตนาการไว้  น้องคนนี้พูดภาษาเยอรมันเก่งมากเนื่องจากเธอเรียนภาษาเยอรมันมาตั้งแต่แปดขวบ   และที่เราชอบมากก็คือน้องพูดได้โดยไม่มีสำเนียงฝรั่งเศสเลย  เพราะปกติคนฝรั่งเศสจะพูดติดสำเนียงมาก   ทำให้ฟังยาก   เราเคยฟังเลคเชอร์อาจารย์ฝรั่งเศสบรรยาย  รู้สึกมึนหัวเพราะฟังไม่รู้เรื่อง   แต่พอฟังน้องพูดแล้วก็เลยเบาใจว่าเออฟังเค้ารู้เรื่องด้วยเว้ย   แต่ก็มีบ้างที่ฟังไม่รู้เรื่อง   เพราะเธอพูดเร็วมาก  โอ้ย  อยากพูดคล่องแบบนี้บ้าง T__T


เราได้มีโอกาสคุยกับเค้าบ่อย  และสองวันที่ผ่านมาก็ไปเดินเล่นและนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกัน   เราว่าน้องเค้าน่ารักดี  ดูเป็นผู้หญิงลุยๆ เล่นกีฬาเก่ง  แต่เสียดายที่เธอต้องกลับฝรั่งเศสวันอาทิตย์นี้แล้ว  ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆที่ได้รู้จัก   แต่เราก็รู้สึกดีใจที่ได้รู้จักเค้า   และถ้าเรามีโอกาสไปฝรั่งเศส เราจะไปเยี่ยมเธอแน่นอน (^___^)




อยากไปฝรั่งเศสอะ เก็บตังค์ก่อนละกัน  ตอนนี้ฝันต่อไป


Montag, 2. Juli 2012

ผัดเผ็ดหน่อไม้ ผลไม้ต้อนรับ Sommer und Herzlichen Glückwunsch

ความจริงบล็อกนี้ควรจะอัพตั้งแต่สองสัปดาห์ที่แล้ว แต่เนื่องจากความขี้เกียจและเวิ่นเว้อของข้าพเจ้าจึงต้องมาอัพเอาในสัปดาห์นี้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่อัพล่ะนะ (=w=)


ตามหัวข้อเลย  หัวข้อดูเยอะแยะ เนื่องจากมีหลายเรื่องที่อยากเขียน เรื่องแรกก็คือเรื่องการทำอาหาร อยู่ๆก็อยากกินผัดเผ็ดหน่อไม้  เราเลยโทรศัพท์ไปถามสูตรแม่  ส่วนผสมต่างๆที่ต้องใช้มีดังนี้ 



1. เนื้อไก่
2. หน่อไม้ปี๊บ ที่เราใช้ในครั้งนี้เป็นแบบที่ไม่เปรี้ยว
3. ใบมะกรูดฉีก
4. พริกแดงหั่นแบบเฉียงๆ
5. กระทิกล่อง
6. น้ำปลา ซีอิ๊วขาว น้ำตาลหรือ วัสดุปรุงรสอื่นๆตามใจชอบ
7. พริกแกงแดงสำหรับทำแกงเผ็ด เราใช้ของแม่พลอย


ขั้นตอนการทำ
1. ผัดพริกแกงกับกระทิประมาณครึ่งกล่อง ผัดจนหอมและกระทิแตกมัน 


2. จากนั้นให้ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้เข้ากับพริกแกง

 
 3. จากนั้นเมื่อเนื้อไก่สุกดีแล้วให้เติมกระทิอีกครึ่งกล่องลงไปอีก คนให้เข้ากัน จากนั้นเติมหน่อไม้ลงไปประมาณครึ่งถุง




4. ใส่ใบมะกรูดและพริกแดงลงไป  ปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือน้ำตาลตามใจชอบ ผัดจนทุกอย่างสุกก็เป็นอันเสร็จ  


เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน  อร่อยมาก  เคล็ดลับของแม่เราคือไม่จำเป็นต้องผัดพริกแกงกับน้ำมัน  ใช้แค่กระทิก็พอ  เพราะแค่ความมันของกระทิก็เพียงพอ นอกจากนี้เรายังไม่ใส่น้ำตาล เพราะได้ความหวานจากกระทิอยู่แล้ว


ภาพเบลอจัด เพราะกล้องเก่ามาก ถ่ายในที่แสงน้อยได้ไม่ค่อยดีนัก

รสชาติอร่อยจัดจ้าน  พูดแล้วน้ำลายไหลอยากทำกินอีกรอบ ^__^  วันถัดมาเราทำไก่ทอดน้ำปลา  รสชาติก็โอเคนะ  




เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมาไปกินบุฟเฟต์อาหารเอเชียมา  ได้ไปกินของอร่อยหลายอย่างดังรูป  โดยเฉพาะเป็ดอร่อยมาก เสียดายที่ไม่ได้ล้างท้องเพื่อนกินบุฟเฟ่ต์  จึงกินไปแค่จานเดียว  ราคาก็ไม่แพงเว่อร์  แต่ก็เปลืองเงินอยู่  เอาเหอะ ไม่ได้กินบ่อยเนอะ




ช่วงนี้เชอร์รี่มีขายมากมาย  จึงต้องสอยมากิน  อร่อยมาก  เราชอบรสชาติของเชอร์รี่ที่หวานช่ำมาก   รอสัปดาห์หน้าก่อนนะจ๊ะ น้องเชอร์รี่ ตอนนี้ต้องจัดการน้องแอปเปิ้ลเขียวให้หมดก่อน




นอกจากนี้ยังไปซื้อไอติมมาแช่ช่องฟรีซเอาไว้  กินตอนอากาศร้อนมีความสุขสุดๆ รสนี้อร่อยดีและที่สำคัญเป็นไอติมผลไม้  จึงไม่น่าจะทำให้อ้วนมาก 




สัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับข่าวดีจากเพื่อนว่าได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ดีใจกับเพื่อนมากและอยากจะบอกว่า ยินดีด้วยจ้า Herzlichen Glückwunsch  จากนี้แกคงต้องเจออะไรอีกมากมาย แต่เราจะเป็นกำลังใจให้แกเสมอนะ



วันเสาร์ที่ผ่านมาไปเยี่ยมพี่ที่ Dortmund เราจึงนั่ง RE1 ไปอย่างเคย  แต่ที่ไม่เหมือนเคยคือไม่ได้นั่ง  ต้องยืน เพราะคนแน่นมาก เราคิดว่าคงมีงานอะไรสักอย่างที่ Duisburg เพราะ คนลงสถานนี้นั้นเยอะมาก  แต่เมื่อไปถึง Dortmund คนก็เยอะเช่นกัน Bahnhof เหมือนจะแตกได้ ถ้ามันเป็นลูกโป่ง   และแล้วเราก็นึกได้ว่าแถว Ruhrgebiet วันที่ 30 มันมีงาน Die Nacht der Industriekultur มิน่าคนเยอะได้โล่จริงๆ  (=__=)

แต่การไป Dortmund ครั้งนี้ได้ไปสอยของต่างๆมา อันดับแรกชอบมากคือ set ของ Biotherm ลดราคา อยากได้มานานแล้ว  ^___^


อย่างที่สองคือกระเป๋าสตางค์ของ Dekine ซึ่งเป็นยี่ห้อที่เราเห็นคนที่นี่ใช้กันเยอะพอสมควร  ที่ภูมิใจก็คือได้มาในราคาที่ถูกกว่า shop ในอินเตอร์เน็ต  แต่อันนี้เราซื้อไปฝากเพื่อนนะ



อัฟเดตล่าสุดวันนี้คือไปได้หนังสือใหม่มา เป็นหนังสือท่องเที่ยว Eifel เป็น Nationalpark ที่เราอยากลองไปซักครั้ง  ต้องลองอ่านดูก่อนว่าจะเดินที่ไหนได้บ้าง ขอแบบง่ายๆก่อนแล้วกันน้า


ขอจบเอนทรี่นี้ก่อนนะ  จะไปทำกับข้าวกินแล้วจ้า

จุดมุ่งหมายของชีวิตเรา

ความตั้งใจที่จะอัพบล็อกอย่างสม่ำเสมอไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่เลย  เลยคิดว่าเมื่อมีเวลาว่างจริงๆ ค่อยอัพแล้วกัน   ไม่อยากกดดันตัวเองว่าต้องอัพบล็อกอย่างสม่ำเสมอ  เพราะเรารู้ธรรมชาติของตัวเราดีว่ายิ่งเรากดดันตัวเอง  ยิ่งเครียดและกลายเป็นว่าไม่อยากจะทำเสียเลยทีเดียว


วันนี้แอบซุ่มซ่ามไปทำแก้วเบียร์แตก แตกคามือเลยทีเดียว ดีที่แก้วมันไม่ตกใส่หัว  เลือดออกออกนิดหน่อย  เราไม่ค่อยรู้สึกกลัวหรือสยองเท่าไหร่เวลาที่เห็นเลือด  อาจเป็นเพราะว่าดูหนังสยองขวัญเลือดสาดบ่อยๆ  จนคิดว่าเลือดไหลแค่นี้มันเล็กน้อยมาก   นอกจากนี้บางทีเราก็ชอบดูวิดีโออสุภะ  ซึ่งบางคนขยะแขยงเสียจนไม่กล้าดู  แต่เรากลับคิดว่าดีเสียอีกรู้สึกปลง  บางทีคนเราก็แปลกนะ ให้ความสำคัญกับเนื้อหนังที่ห่อหุ้มเลือด เครื่องใน และโครงกระดูก มากจนเกินควร   ทั้งที่ตอนตายแล้วสภาพศพไม่มีความสวยงามหลงเหลืออยู่หรอก  ต่อให้ตอนมีชีวิตอยู่จะงดงามมากแค่ไหนก็ตาม  ตอนตาย สภาพศพเป็นอย่างไรบ้าง ขึ้นอืด หนอนไชยั้วเยี้ยเต็มไปหมด  ยิ่งถ้าตายโหงด้วยอุบัติเหตุละก็ยิ่งสยอง  ต่อให้รักมากแค่ไหนก็กอดกันไม่ลงหรอก


การตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้มีข้อดีอย่างไร   เราคิดว่าการที่คนเราระลึกถึงความตายบ้างจะทำให้เราไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท   ชีวิตของคนจะว่าไปแล้วมันก็เปราะบางเหมือนแก้ว  มีความแตกสลายได้อย่างง่ายดาย  บางทีเราก็รู้สึกนะว่าไม่ได้กลัวตายอะไร  แต่เรามักจะจินตนาการว่าถ้าเราตายไปจริงๆ คนที่เค้าอยู่เบื้องหลังเราจะเป็นอย่างไรบ้างนะ  พ่อกับแม่คงแทบหัวใจสลาย  ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากจะให้ลูกจากโลกนี้ไปก่อนตน  อีกทั้งเพื่อนพี่น้องคนรอบๆตัวที่รักเราอีกมากมาย  และกว่าเราจะเติบโตได้ขนาดนี้ต้องใช้สิ่งต่างๆ จากธรรมชาติไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เสื้อผ้า น้ำมัน แม้แต่หนังสือก็ทำมาจากต้นไม้น้อยใหญ่ไม่รู้ต่อกี่ต้น  แล้วเราจะยอมตายง่ายๆโดยที่ยังไม่ได้ตอบแทนบุญุคุญของสิ่งต่างๆที่หล่อเลี้ยงเรามาอย่างนั้นน่ะหรือ


เราไม่ยอม!  เราต้องดูแลตัวเองให้ดี  คอยระมัดระวังไม่เอาตนเองไปทำอะไรที่เสี่ยงจนเกินไป  และยังต้องคอยระวังเรื่องอาหารการกิน เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่ไปให้นานที่สุด และได้ทำหน้าที่ต่างๆ อย่างเหมาะสม ดูแลพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง และผู้คนที่ต่างเคยช่วยเหลือเรา  หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยมีบุญคุณอะไรกับเราก็ตาม หากเราอยู่ในฐานะที่พอจะทำอะไรให้คนอื่นได้ก็ควรทำ


ที่สำคัญสุดเราต้องการที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนให้สมบูรณ์  และบรรลุจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา  คือการละกิเลสโดยสิ้นเชิง  ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเหลือเกินในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสื่งยั่วเย้ามากมาย  แต่เราก็ไม่อยากที่จะถอดใจ  เราดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย  อยู่ใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา  ซึ่งแค่นี้ก็เป็นความโชคดีอย่างล้นพ้นของชีวิต  เราเคยได้ยินว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก  และการที่ได้มาพบกับศาสนาพุทธก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน  เราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าชาติหน้าจะได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือเปล่า  แต่ในเมื่อปัจจุบันเราเป็นมนุษย์เราต้องทำปัจจุบันให้ดีสุด จะได้ไม่เสียชาติเกิด (เพิ่งมาเข้าใจความหมายของประโยคนี้ตอนที่เราศึกษาพระพุทธศาสนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง)


ดังนั้นเราขอใช้บล็อกนี้เตือนใจตัวเองให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เรารู้ตัวดีเสมอว่าหน้าที่ทางโลกเป็นสิ่งที่ต้องทำ  แม้บางครั้งจะไม่อยากแต่ก็ต้องทำ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือหน้าที่ทางธรรมะที่จะต้องทำควบคู่กันไป  เรานึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาสเสมอที่ว่า ธรรมะคือหน้าที่ เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับหน้าที่ทางโลกได้  เราจะเดินไปสู่ทางที่เราตั้งใจ  แม้มันจะช้าหรือยาวนานก็ตามบางทีการเดินทาง เราควรจะหยุดและศึกษาสิ่งรอบข้างเพื่อให้ได้ประสบการณ์  ถึงแม้มันจะใช้เวลานานกว่าการตั้งใจเดินทางโดยไม่หยุดพัก  แต่เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย  ดังสุภาษิตไทยที่ว่า    ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม (Langsam, aber sicher)